ทีฆนขสูตร — ทรงแสดงธรรมแก่ท่านทีฆนขปริพาชก เรื่อง ทิฐิ กาย เวทนา และการหลุดพ้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

. ทีฆนขสูตร


สารบัญ : วิญญูชนละทิฐิอย่างไร / การพิจารณากาย / การพิจารณาเวทนา / การหลุดพ้น / ท่านพระสารีบุตรบรรลุธรรม


(เรื่องทีฆนขปริพาชก)

[๒๖๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ปริพาชกชื่อทีฆนขะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ความจริงข้าพเจ้ามีปกติกล่าวอย่างนี้ มีปกติเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อัคคิเวสสนะ แม้ความเห็นของท่านว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา นั้น ก็ไม่ควรแก่ท่าน

ทีฆนขปริพาชก “ท่านพระโคดม ถ้าความเห็นนี้ควรแก่ข้าพเจ้า แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้น แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้น” {หมายความว่าหากคำที่พระศาสดาได้ทรงตรัสมานั้น ควรแก่ท่านทีฆนขะแล้ว ท่านทีฆนขะก็เห็นว่าเป็นความเห็นที่ดี หรือคำที่ดี คือยอมรับตามด้วย}

พระผู้มีพระภาค อัคคิเวสสนะ ชนในโลก ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น ดังนี้ ชนเหล่านั้นละความเห็นนั้นไม่ได้ และยังยึดถือความเห็นอื่นนั้น มีมาก คือมากกว่าคนที่ละได้{คือแม้คนที่กล่าวตามความเห็นผู้อื่นว่าดีนั้น ความเห็นตัวก็ยังละไม่ได้ แถมยังไปยึดเอาความเห็นผู้อื่นอีก คนที่ยึด กับความเห็นต่างๆเหล่านี้ มีจำนวนมากกว่า คนที่ละความเห็นต่างๆได้}

อัคคิเวสสนะ ชนในโลกผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น แม้ความเห็นนั้นก็พึงเป็นเช่นนั้นทั้งนั้น ดังนี้ ชนเหล่านั้น ละความเห็นนั้นได้ และไม่ยึดถือความเห็นอื่นนั้น มีน้อย คือน้อยกว่าคนที่ยังละไม่ได้{คือแม้คนที่กล่าวตามความเห็นผู้อื่นว่าดีนั้น มีน้อยคน ที่จะสามารถละความเห็นของตัวเองได้}

(ทิฏฐิเป็นเหตุให้เกิดวิวาท)

[๒๗๐] อัคคิเวสสนะ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา ดังนี้ ก็มี

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ดังนี้ ก็มี

สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา ดังนี้ ก็มี

อัคคิเวสสนะ บรรดาความเห็นนั้น ความเห็นของสมณพราหมณ์พวกที่มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา นั้น ใกล้ข้างกิเลส อันเป็นไปกับด้วยความกำหนัด ใกล้ข้างกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุเพลิดเพลิน ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุกล้ำกลืน ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุยึดมั่น

อัคคิเวสสนะ บรรดาความเห็นนั้น ความเห็นของสมณพราหมณ์พวกที่มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรานั้น ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นไปกับด้วยความกำหนัด ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุเพลิดเพลิน ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุกล้ำกลืน ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุยึดมั่น”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ทีฆนขปริพาชกได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดมทรงยกย่องความเห็นของข้าพเจ้า ท่านพระโคดมทรงยกย่องความเห็นของข้าพเจ้า”

พระผู้มีพระภาค อัคคิเวสสนะ ในความเห็นนั้นๆ ความเห็นของสมณพราหมณ์พวกที่มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา นั้น ส่วนที่เห็นว่าควร ใกล้ข้างกิเลส อันเป็นไปกับด้วยความกำหนัด ใกล้ข้างกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุเพลิดเพลิน ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุกล้ำกลืน ใกล้ข้างกิเลสเป็นเหตุยึดมั่น

ส่วนที่เห็นว่าไม่ควร ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นไปด้วยความกำหนัด ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุเพลิดเพลิน ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุกล้ำกลืน ใกล้ข้างธรรมไม่เป็นเหตุยึดมั่น”

{ทรงแสดงว่าวิญญูชนละทิฐิอย่างไร}

[๒๗๑] อัคคิเวสสนะ บรรดาความเห็นนั้น ในความเห็นของสมณพราหมณ์ผู้ที่มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรานั้น วิญญูชนย่อมเห็นตระหนักว่า เราจะยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งทิฏฐิของเราว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา ดังนี้ แล้วยืนยันโดยแข็งแรงว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า {คือฝังแน่นอย่างยิ่ง ปักใจ ไม่เปลี่ยนไปอย่างอื่นเลย ไม่พิจารณาอย่างอื่นเลย} เราก็พึงถือผิดจากสมณพราหมณ์ พวกนี้ คืสมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ๑ สมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา ๑

เมื่อความถือผิดกันมีอยู่ดังนี้ ความทุ่มเถียงกันก็มี เมื่อมีความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกันก็มี เมื่อมีความแก่งแย่งกัน ความเบียดเบียนกันก็มี

วิญญูชนนั้นพิจารณาเห็นความถือผิดกัน ความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกัน และความเบียดเบียนกัน ในตน ดังนี้อยู่ จึงละทิฏฐินั้นเสียด้วย ไม่ยึดถือทิฏฐิอื่นด้วย การละ การสละคืนทิฏฐิเหล่านี้ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้

อัคคิเวสสนะ บรรดาความเห็นนั้น ในทิฏฐิของสมณพราหมณ์ผู้ที่มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ดังนี้นั้น วิญญูชนย่อมเห็นตระหนักว่า ถ้าเราจะยึดมั่น ถือมั่น ซึ่งทิฏฐิของเราว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ดังนี้ แล้วยืนยันโดยแข็งแรงว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เราก็พึงถือผิดจากสมณพราหมณ์ ๒ พวกนี้ คือ สมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา ๑ สมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา ๑

เมื่อความถือผิดกันมีอยู่ดังนี้ ความทุ่มเถียงกันก็มี เมื่อมีความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกันก็มี เมื่อมีความแก่งแย่งกัน ความเบียดเบียนกันก็มี

วิญญูชนนั้นพิจารณาเห็นความถือผิดกัน ความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกัน และความเบียดเบียนกัน ในตน ดังนี้อยู่ จึงละทิฏฐินั้นเสียด้วย ไม่ยึดถือทิฏฐิอื่นด้วย การละ การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้นย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้”

อัคคิเวสสนะ บรรดาความเห็นนั้น ในทิฏฐิของสมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา ดังนี้นั้น วิญญูชนย่อมเห็นตระหนักว่า ถ้าเราจะยึดมั่นถือมั่น ซึ่งทิฏฐิของเราว่า บางสิ่งควรแก่เรา บางสิ่งไม่ควรแก่เรา ดังนี้ แล้วยืนยันโดยแข็งแรงว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เราก็พึงถือผิดจากสมณพราหมณ์ ๒ พวกนี้ คือ สมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา ๑ สมณพราหมณ์ผู้มักกล่าวอย่างนี้ มักเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา ๑

เมื่อความถือผิดกันมีอยู่ดังนี้ ความทุ่มเถียงกันก็มี เมื่อมีความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกันก็มี เมื่อมีความแก่งแย่งกัน ความเบียดเบียนกันก็มี

วิญญูชนนั้นพิจารณาเห็นความถือผิดกัน ความทุ่มเถียงกัน ความแก่งแย่งกัน และความเบียดเบียนกัน ในตน ดังนี้อยู่ จึงละทิฏฐินั้นเสียด้วย ไม่ยึดถือทิฏฐิอื่นด้วย การละ การสละคืนทิฏฐิเหล่านั้นย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้”

{ทรงสอนให้พิจารณากาย}

[๒๗๒] อัคคิเวสสนะ ก็กายนี้มี รูป เป็นที่ประชุมมหาภูตทั้ง {หรือเรียกว่า มหาภูตรูป ๔ มี ดิน น้ำ ไฟ ลม} มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญด้วยข้าวสุกและขนมสด ต้องอบและขัดสีกันเป็นนิจ มีความแตกกระจัดกระจายเป็นธรรมดา

ท่านควรพิจารณาโดยความ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ เป็นดังผู้อื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตน

เมื่อท่านพิจารณาเห็นกายนี้ โดยความ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ เป็นดังผู้อื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตนอยู่ ท่านย่อมละความพอใจในกาย ความเยื่อใยในกาย ความอยู่ในอำนาจของกายในกายได้

(เวทนา ๓)

{ทรงสอนให้พิจารณาเวทนา}

[๒๗๓] อัคคิเวสสนะ เวทนา อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ {คือรู้สึกว่า ไม่สุข ไม่ทุกข์ เป็นกลางๆ}

อัคคิเวสสนะ สมัยใดได้เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น

ในสมัยใดได้เสวยทุกขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น

ในสมัยใดได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ได้เสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาเท่านั้น

อัคคิเวสสนะ สุขเวทนาไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา

แม้ทุกขเวทนาก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา

แม้อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้น อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา

{การหลุดพ้น}

อัคคิเวสสนะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งในสุขเวทนา ทั้งในทุกขเวทนา ทั้งในอทุกขมสุขเวทนา

เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี

อัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่วิวาท แก่งแย่งกับใครๆ โวหารใดที่ชาวโลกพูดกัน ก็พูดไปตามโวหารนั้น แต่ไม่ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ

{ท่านพระสารีบุตรบรรลุอรหัตผล}

[๒๗๔] ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์{เบื้องหลัง}พระผู้มีพระภาค ได้มีความดำริว่า “ได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคตรัสการละธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย ได้ยินว่าพระสุคตตรัสการสละคืนธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย” เมื่อท่านพระสารีบุตรเห็นตระหนักดังนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

{ท่านทีฆนขได้ดวงตาเห็นธรรม}

ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่ทีฆนขปริพาชกว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”

(ทีฆนขปริพาชกแสดงตนเป็นอุบาสก)

[๒๗๕] ลำดับนั้น ทีฆนขปริพาชกมีธรรมอันเห็นแล้ว มีธรรมอันถึงแล้ว มีธรรมอันทราบแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อต่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่าผู้มีจักษุ{จัก}เห็นรูป ดังนี้ ฉันใด ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น เหมือนกัน ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

ดังนี้แล

(จบ ทีฆนขสูตร ที่ ๔)


{หมายเหตุ – ท่านพระสารีบุตรได้บรรลุธรรม ตามแสดงในพระสูตรนี้ ซึ่งเป็นเวลาร่วม ๒ สัปดาห์ หลังจากได้นำบริวารพร้อมกับท่านพระโมคคัลลานะ ๒๕๐ คน มาจากสำนักของท่านสัญชัย ส่วนท่านทีฆนขปริพาชกนั้น เป็นหลานของท่านพระสารีบุตรที่ได้มาเยี่ยมอาของท่านหลังจากบวชแล้วเป็นครั้งแรกนั่นเอง

การแก้ไข – ๑ เพิ่มเครื่องหมาย () ครอบคำที่เป็นชื่อเรื่อง ชื่อหัวข้อ หรือการจบพระสูตร /๒ ใส่เครื่องหมาย {} ครอบคำที่ผู้เรียบเรียงเพิ่มเติมทั้งหมด /๓ เปลี่ยนตัวเลขจากเดิมที่เป็นตัวหนังสือ เช่นคำว่า สอง เป็นตัวเลขแทน คือ ๒ เป็นต้น /๔ ใส่คำแปลในคำบาลีที่สำคัญๆเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจชัดเจนขึ้น โดยขีดเส้นใต้แบบเป็นจุดๆใต้คำศัพท์และคำแปลนั้นๆ

คำสืบค้น : ทิฐิ กาย รูป มหาภูตรูป มหาภูต เวทนา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน อนัตตา ท่านพระสารีบุตร ทีฆนขปริพาชก หลุดพ้น }

[ไปบนสุด]

Advertisements

ยมกสูตร — พระอรหันต์ตายแล้วย่อมขาดสูญ เป็นมิจฉาทิฐิ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙)
สังยุตตนิกาย
ขันธวารวรรค
. ยมกสูตร
ว่าด้วยพระขีณาสพตายแล้วสูญหรือไม่

หมวด: ทิฐิ สักกายทิฐิ

บทสำคัญ: ขันธ์ ๕ / สัตว์ บุคคล อัตตา อนัตตา ทุกข์ จิต / อุปาทานขันธ์ ๕


[๑๙๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล ยมกภิกษุ เกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า

เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก{ความเข้าใจนี้ ยังเห็นว่า พระขีณาสพยังมีตัวมีตนอยู่ คือมีการเกิด การตาย}

ภิกษุหลายรูปได้ฟังแล้วว่า “ได้ยินว่ายมกภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเป็นปานนี้ว่า

เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก”

ครั้งนั้นภิกษุเหล่านั้นจึงพากันเข้าไปหาท่านยมกภิกษุถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านยมกภิกษุ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยชวนให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว จึงถามท่านยมกภิกษุว่า

ดูกร ท่านยมกะ ทราบว่า ท่านเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เรารู้ว่าทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก จริงหรือ”

ท่านพระยมกะกล่าวว่า “อย่างนั้น อาวุโส”

ภิกษุเหล่านั้น “ดูกร อาวุโสยมกะ ท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค เพราะการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคไม่พึงตรัสอย่างนี้ว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก”

ท่านพระยมกะ เมื่อถูกภิกษุเหล่านั้นกล่าวแม้อย่างนี้ ยังขืนกล่าวถือทิฏฐิอันชั่วช้านั้น อย่างหนักแน่นอย่างนั้นว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก”

ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่อาจเพื่อจะยังท่านพระยมกะให้ถอนทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้ จึงลุกจากอาสนะ เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ยมกภิกษุเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ขอโอกาสนิมนต์ท่านพระสารีบุตรไปหายมกภิกษุถึงที่อยู่ เพื่ออนุเคราะห์เถิด”

ท่านพระสารีบุตรรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ

 

[๑๙๙] ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้ว เข้าไปหาท่านพระยมกะถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านยมกะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถามท่านยมกะว่า “ดูกร อาวุโสยมกะ ทราบว่าท่านเกิดทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก ดังนี้ จริงหรือ”

ท่านพระยมกะตอบว่า “อย่างนั้นแล ท่านสารีบุตร”

 

ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “เวทนา เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “สัญญา เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “สังขาร เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “เพราะเหตุนี้นั้นแล ท่านยมกะ พระอริยสาวกผู้ใดสดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย ทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ

เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น

เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”

 

[๒๐๐] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

ท่านเห็นรูป ว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นเวทนา ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นสัญญา ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นสังขาร ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นวิญญาณ ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

[๒๐๑] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีในรูป หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่าสัตว์ บุคคล อื่น จากรูป หรือ” {อื่นจากรูปหรือ คือ ไม่มีในรูป}

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีใน เวทนา หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจาก เวทนา หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีใน สัญญา หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

{ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจาก สัญญา หรือ

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”}

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีใน สังขาร หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจาก สังขาร หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีใน วิญญาณ หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

ท่านพระสารีบุตร “ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจาก วิญญาณ หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

[๒๐๒] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็น สัตว์ บุคคล หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

[๒๐๓] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านเห็นว่า สัตว์ บุคคล นี้นั้น ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ หรือ”

ท่านพระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่าน”

 

ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ ท่านจะค้นหา สัตว์ บุคคล ในขันธ์ ๕ เหล่านี้ ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่ท่านจะยืนยันว่า เรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แล้วว่า พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่เกิดอีก

ท่านพระยมกะ “ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร เมื่อก่อนผมไม่รู้อย่างนี้ จึงได้เกิดทิฏฐิอันชั่วช้าอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้ ผมละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้แล้ว และผมก็ได้บรรลุธรรมแล้วเพราะฟังธรรมเทศนานี้ของท่านพระสารีบุตร”

 

[๒๐๔] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ถ้าชนทั้งหลายพึงถามท่านอย่างนี้ว่า ท่านยมกะ ภิกษุผู้ที่เป็นพระอรหันตขีณาสพ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอะไร ท่านถูกถามอย่างนั้น จะพึงกล่าวแก้ว่าอย่างไร”

 

ท่านพระยมกะ “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ถ้าเขาถามอย่างนั้น ผมพึงกล่าวแก้อย่างนี้ว่า

รูป แลไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้

เวทนา ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้

สัญญา ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้

สังขาร ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้

วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงแล้วซึ่งการตั้งอยู่ไม่ได้

ข้าแต่ท่านสารีบุตร ผมถูกเขาถามอย่างนั้น พึงกล่าวแก้อย่างนี้”

 

[๒๐๕] ท่านพระสารีบุตร “ดีละๆ ท่านยมกะ ถ้าอย่างนั้น เราจักอุปมาให้ท่านฟัง เพื่อหยั่งรู้ความข้อนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้น

ดูกรท่านยมกะ เปรียบเหมือนคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเขารักษาตัวกวดขัน เกิดมีบุรุษคนหนึ่งประสงค์ความพินาศ ประสงค์ความไม่เป็นประโยชน์ ประสงค์ความไม่ปลอดภัย อยากจะปลงชีวิตเขาเสีย เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า

คฤหบดีและบุตรคฤหบดีนี้ เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก และเขามีการรักษาอย่างกวดขัน การที่จะอุกอาจปลงชีวิตนี้ ไม่ใช่เป็นการทำได้ง่ายเลย อย่ากระนั้นเลย เราพึงใช้อุบายปลงชีวิต

บุรุษนั้นพึงเข้าไปหาคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ผมขอเป็นคนรับใช้ท่าน

คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงรับบุรุษนั้นไว้ใช้ เขาพึงรับใช้เรียบร้อยดีทุกประการ คือ มีปรกติตื่นก่อน นอนภายหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติให้เป็นที่พอใจ กล่าวแต่วาจาเป็นที่รักใคร่ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น เชื่อเขาโดยความเป็นมิตร โดยความเป็นสหาย และถึงความไว้วางใจในเขา

เมื่อใด บุรุษนั้นพึงคิดว่า คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีไว้ใจเราดีแล้ว เมื่อนั้น บุรุษนั้นรู้ว่าคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีอยู่ในที่ลับ พึงปลงชีวิตเสียด้วยศาตราอันคม

 

ท่านยมกะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในกาลใด บุรุษนั้นเข้าไปหาคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีโน้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ผมขอรับใช้ท่าน แม้ในกาลนั้นเขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าอยู่แล้ว ก็แต่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นหารู้จักบุรุษผู้ฆ่าว่าเป็นผู้ฆ่าเราไม่

ในกาลใด บุรุษนั้นตื่นก่อน นอนภายหลัง คอยฟังคำสั่ง ประพฤติให้เป็นที่พอใจ กล่าวแต่วาจาเป็นที่รักใคร่ แม้ในกาลนั้นเขาก็ชื่อว่าเป็นผู้ฆ่าอยู่แล้ว ก็แต่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นหารู้จักบุรุษผู้ฆ่านั้นว่าเป็นผู้ฆ่าเราไม่

และในกาลใด บุรุษนั้นรู้ว่าคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นอยู่ในที่ลับ จึงปลงชีวิตเสียด้วยศาตราอันคม แม้ในกาลนั้นเขาเป็นผู้ฆ่านั่นเอง ก็แต่คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นหารู้จักบุรุษนั้นว่าเป็นผู้ฆ่าเราไม่”

 

ท่านพระยมกะ “อย่างนั้น ท่าน”

 

[๒๐๖] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ข้ออุปมานี้ฉันใด ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ย่อมเห็นรูป โดยความเป็นตน {คำว่า โดยความเป็นตน คือ เห็นรูปเป็นตน}

ย่อมเห็นตน มีรูป

ย่อมเห็นรูป ในตน

หรือย่อมเห็นตน ในรูป

 

ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีเวทนา ย่อมเห็นเวทนาในตน หรือย่อมเห็นตนในเวทนา

ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีสัญญา ย่อมเห็นสัญญาในตน หรือย่อมเห็นตนในสัญญา

ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีสังขาร ย่อมเห็นสังขารในตน หรือย่อมเห็นตนในสังขาร

ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ย่อมเห็นวิญญาณในตน หรือย่อมเห็นตนในวิญญาณ

 

เขาย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง

ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์

ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ว่าเป็นอนัตตา

ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ว่าอันปัจจัยแต่ง

ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นผู้ฆ่า ว่าเป็นผู้ฆ่า

 

เขาย่อมเข้าไป ถือมั่น ยึดมั่น ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนของเรา

อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันปุถุชนนั้นเข้าไปถือมั่น ยึดมั่น แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน”

 

[๒๐๗] ท่านพระสารีบุตร “ดูกร ท่านยมกะ ส่วนพระอริยสาวกผู้สดับแล้ว ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในอริยธรรม ได้รับแนะนำในอริยธรรมดีแล้ว ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในสัปปุริสธรรม ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรมดีแล้ว

ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน

ย่อมไม่เห็นตนมีรูป

ย่อมไม่เห็นรูปในตน หรือ

ย่อมไม่เห็นตนในรูป

 

ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีเวทนา ย่อมไม่เห็นเวทนาในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในเวทนา

ย่อมไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีสัญญา ย่อมไม่เห็นสัญญาในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในสัญญา

ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีสังขาร ย่อมไม่เห็นสังขารในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในสังขาร

ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีวิญญาณ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในตน หรือย่อมไม่เห็นตนในวิญญาณ

 

เขาย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง

ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์

ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นอนัตตา ว่าเป็นอนัตตา

ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันปัจจัยปรุงแต่ง ว่าปัจจัยปรุงแต่ง

ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นผู้ฆ่า ว่าเป็นผู้ฆ่า

 

เขาย่อมไม่เข้าไปถือมั่น ยึดมั่น ซึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนของเรา

 

อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันอริยสาวกนั้น ไม่เข้าไปถือมั่นยึดมั่นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน

 

ท่านพระยมกะ “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ข้อที่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายของท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผู้เช่นนั้นเป็นผู้อนุเคราะห์ ใคร่ประโยชน์ เป็นผู้ว่ากล่าว พร่ำสอน ย่อมเป็นอย่างนั้นแท้ ก็แลจิตของผมหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่น เพราะได้ฟังธรรมเทศนานี้ของท่านสารีบุตร”

จบ สูตรที่ ๓

ข้อศึกษา: พระอรหันต์ไม่ยึดถือในขันธ์ทั้ง ๕ เมื่อตายไป คือเข้านิพพาน จะเรียกว่า ขันธ์ ๕ นั้น ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ หรือดับไป ไม่ได้เรียกว่า ท่านตายไปแล้ว ขาดสูญ พินาศ หรือไม่เกิดอีก

อนุราธสูตร — ขันธ์ ๕ ไม่ใช่สัตว์ หรือบุคคล

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗  
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
. อนุราธสูตร
ว่าด้วยสัตว์บุคคลไม่มีในขันธ์ ๕

หมวด: ทิฐิ

บทสำคัญ: ขันธ์ ๕ / รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ / ทุกข์ ความดับทุกข์ / ทิฐิเกี่ยวกับสัตว์เบื้องหน้าเมื่อตายแล้ว / สัตว์ บุคคล


[๒๐๘] สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ก็สมัยนั้นท่านพระอนุราธะอยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้นอัญญเดียรถีย์ปริพาชก พากันเข้าไปหาท่านพระอนุราธะจนถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับท่านพระอนุราธะ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กล่าวกะท่านอนุราธะว่า “ดูกร ท่านอนุราธะ พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ ในฐานะ ๔ นี้ คือสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว

ย่อมเกิดอีก ๑

ย่อมไม่เกิดอีก ๑

ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑

ย่อมไม่เกิดอีกอีกก็หามิได้ ๑”

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุราธะได้กล่าวกะอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่า “ดูกร ท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัตินอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑”

เมื่อท่านพระอนุราธะกล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านพระอนุราธะว่า “ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชแล้วไม่นาน ก็หรือว่าเป็นภิกษุเถระ แต่โง่เขลา ไม่ฉลาด” ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวรุกรานท่านพระอนุราธะด้วยวาทะว่าเป็นภิกษุใหม่ และเป็นผู้โง่เขลาแล้ว พากันลุกจากอาสนะหลีกไป

[๒๐๙] เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระอนุราธะได้มีความคิดว่า “ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นพึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไรจึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพึงพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้”

ลำดับนั้น ท่านพระอนุราธะ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคจนถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์อยู่ที่กระท่อมในป่า ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นอันมาก พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับข้าพระองค์ ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว กล่าวกะข้าพระองค์ว่า

ดูกร ท่านพระอนุราธะ พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติในฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดก็หามิได้ ๑

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์จึงได้กล่าวกะพวกเขาว่า

ดูกร ท่านทั้งหลาย พระตถาคตทรงเป็นอุดมบุรุษ ทรงเป็นยอดบุรุษ ทรงถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติ ย่อมทรงบัญญัติ นอกจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑ {พึงระวังไว้ว่า วาทะของท่านพระอนุราธะนี้ ผิด ไม่ควรจำ}

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนั้นแล้ว อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า

ภิกษุนี้จักเป็นภิกษุใหม่ บวชไม่นาน ก็หรือว่าเป็นเถระแต่โง่เขลา ไม่ฉลาด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น รุกรานข้าพระองค์ด้วยวาทะว่า เป็นผู้ใหม่ เป็นผู้เขลาแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป เมื่ออัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น หลีกไปแล้วไม่นาน ข้าพระองค์เกิดความคิดว่า ถ้าอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นพึงถามเราต่อไป เมื่อเราพยากรณ์อย่างไร จึงจะชื่อว่าไม่เป็นผู้กล่าวตามที่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นกล่าวแล้ว และชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่พึงกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้”

[๒๑๐] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ดูกร อนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูป เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ท่านพระอนุราธะ “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า”

เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา”

ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”

เพราะเหตุนี้แล อนุราธะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขารทั้งหลาย ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี”

 

[๒๑๑] ดูกร อนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นรูป ว่าเป็นสัตว์ บุคคล หรือ

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า

เธอย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เป็นสัตว์ บุคคล หรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า” { ขันธ์ ๕ ไม่เป็นสัตว์/บุคคล }

 

[๒๑๒] ดูกร อนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล ในรูปหรือ” { สัตว์/บุคคล ไม่อยู่ในขันธ์ ๕ ไม่อยู่นอกขันธ์ ๕ }

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจากรูปหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล ในเวทนาหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจากเวทนาหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล ในสัญญาหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจากสัญญาหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล ในสังขารหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจากสังขารหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล ในวิญญาณหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล อื่นจากวิญญาณหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

[๒๑๓] ดูกร อนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล มีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า{ สัตว์/บุคคล มีขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่ }

[๒๑๔] ดูกร อนุราธะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอย่อมเห็นว่า สัตว์ บุคคล นี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ”

ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า{ สัตว์/บุคคล ไม่มีขันธ์ ๕ ก็ไม่ใช่ }

 

ดูกร อนุราธะ ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์ บุคคล ในขันธ์ ๕ เหล่านี้ ในปัจจุบันไม่ได้เลย ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีก ก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑”

ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า”

ถูกละๆ อนุราธะ ทั้งเมื่อก่อนและทั้งบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์

 

จบ สูตรที่ ๔.

ข้อศึกษา: สัตว์หรือบุคคล ไม่มีอะไรๆเกี่ยวข้องกับขันธ์ทั้ง ๕ เลย เพราะฉะนั้น การที่ปุถุชนคนทั่วไปไปเข้าใจผิดคิดว่าขันธ์ทั้ง ๕ นี้เป็นกายตน เป็นชีวิตตน แล้วตายไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในวินัยพระอริยะนั้น เป็นความเข้าใจผิด ไม่ถูกต้อง เป็นมิจฉาทิฐิ เพราะในวินัยพระอริยะนั้น เห็นว่า ที่คนทั้งหลายเรียกว่าตน หรือชีวิต นั้น เป็นเพียง ธาตุ คือ ขันธ์ทั้ง ๕ มาประชุมกัน เท่านั้น ไม่ใช่เป็นสัตว์หรือบุคคล ที่แท้จริง พระธรรมในศาสนานี้ จึงมุ่งให้รู้ว่า สัตว์/บุคคล ไม่ใช่ ขันธ์ ๕ 

ราธสูตร — อหังการ มมังการ มานานุสัย

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ 
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค
. ราธสูตร
ว่าด้วยการไม่มีอหังการมมังการและมานานุสัย

หมวด: สักกายทิฐิ / อนัตตา

บทสำคัญ: อหังการ มมังการ มานานุสัย ขันธ์ ๕ / รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


[๑๔๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะไม่มี อหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกร ราธะ รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นรูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา

เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นเวทนาทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นสัญญาทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา

สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นสังขารทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวของเรา

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นวิญญาณทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

ดูกร ราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก”

ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะ เพลิดเพลิน อนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณ แล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอเป็นผู้ๆเดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไรก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านพระราธะ ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย

จบ สูตรที่ ๙