วัตถูปมสูตร — เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติ เป็นอันหวังได้

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔

มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

. วัตถูปมสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยผ้า

 

[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

 

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว

[๙๒] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่เศร้าหมอง มลทินจับ ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือสีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมไม่ดี มีสีมัวหมอง

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์ ฉันใด

เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติ เป็นอันหวังได้ ฉันนั้น

 

ผ้าที่บริสุทธิ์ สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือสีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร

เพราะผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด

เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติ เป็นอันหวังได้ ฉันนั้น

 

(อุปกิเลส ๑๖)

[๙๓] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่าไหน เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต

[คือ]

{} อภิชฌาวิสมโลภะ [ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง]

{} พยาบาท [ปองร้ายเขา]

{} โกธะ [โกรธ]

{} อุปนาหะ [ผูกโกรธไว้]

{} มักขะ [ลบหลู่คุณท่าน]

{} ปลาสะ [ยกตนเทียบเท่า]

{} อิสสา [ริษยา]

{} มัจฉริยะ [ตระหนี่]

{} มายา [มารยา]

{๑๐} สาเฐยยะ [โอ้อวด]

{๑๑} ถัมภะ [หัวดื้อ]

{๑๒} สารัมภะ [แข่งดี]

{๑๓} มานะ [ถือตัว]

{๑๔} อติมานะ [ดูหมิ่นท่าน]

{๑๕} มทะ [มัวเมา]

{๑๖} ปมาทะ [เลินเล่อ]

เหล่านี้เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต

 

[๙๔] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตด้วยประการฉะนี้แล้ว ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อันเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตเสีย

[๙๕] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุรู้ชัดว่า อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ละอภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อันเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตเสียได้แล้ว ในกาลนั้น เธอเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม

เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว อันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน (แล)

เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง คือ คู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนั้น เป็นผู้ควรรับเครื่องสักการะ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรทักขิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

ก็เพราะเหตุที่ส่วนแห่งกิเลสนั้นๆ อันภิกษุนั้นสละได้แล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละเสียแล้ว สละคืนแล้ว เธอย่อมได้ความรู้แจ้งอรรถ ย่อมได้ความรู้แจ้งธรรม ย่อมได้ปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรมว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระพุทธเจ้า เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระธรรม เราเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในพระสงฆ์ และเพราะส่วนแห่งกิเลสนั้นๆ อันเราสละได้แล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละเสียแล้ว สละคืนแล้ว ดังนี้

เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ

เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ

เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข

เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

 

[๙๖] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นแลมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ ถึงแม้จะฉันบิณฑบาตข้าวสาลีปราศจากเมล็ดดำ มีแกงมีกับมิใช่น้อย การฉันบิณฑบาตของภิกษุนั้น ก็ไม่มีเพื่ออันตรายเลย

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ผ้าอันเศร้าหมอง มลทินจับ ครั้นมาถึงน้ำอันใส ย่อมเป็นผ้าหมดจด สะอาด

อีกอย่างหนึ่ง ทองคำ ครั้นมาถึงปากเบ้า ย่อมเป็นทองบริสุทธิ์ ผ่องใส ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ ถึงแม้จะฉันบิณฑบาตข้าวสาลีปราศจากเมล็ดดำ มีแกงมีกับมิใช่น้อย การฉันบิณฑบาตของภิกษุนั้น ก็ไม่มีเพื่ออันตรายเลย

[๙๗] ภิกษุนั้นมีใจประกอบด้วยเมตตา ประกอบด้วยกรุณา ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน มีใจประกอบด้วยเมตตา ประกอบด้วยกรุณา ประกอบด้วยมุทิตา ประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปยังทิศเบื้องบน เบื้องต่ำ ด้านขวาง ทั่วโลกทั้งสิ้น โดยเป็นผู้หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั่วหน้า ในที่ทุกแห่ง

ด้วยประการฉะนี้ เธอย่อมรู้ชัดว่า สิ่งนี้มีอยู่ สิ่งที่เลวทรามมีอยู่ สิ่งที่ประณีตมีอยู่ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออกที่ยิ่งแห่งสัญญานี้มีอยู่ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า เป็นผู้อาบแล้วด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน”

 

(การอาบน้ำในศาสนา)

[๙๘] ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ นั่งอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม จะเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกา เพื่อจะสรงสนานหรือ”

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูกร พราหมณ์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกาเล่า แม่น้ำพาหุกา จักทำประโยชน์อะไรได้”

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ “ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมากสมมติว่าให้ความบริสุทธิ์ได้ ท่านพระโคดม แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นบุญ อนึ่ง ชนเป็นอันมากพากันไปลอยบาปกรรมที่ตนทำแล้วในแม่น้ำพาหุกา”

ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า

คนพาล มีกรรมดำแล่นไปยังแม่น้ำพาหุกา ท่าน้ำอธิกักกะ ท่าน้ำคยา แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสสดี ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดี แม้เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้

แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้

จะชำระนรชนผู้มีเวร ทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มีกรรมอันเป็นบาปนั้น ให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย

ผัคคุณฤกษ์ ย่อมถึงพร้อมแก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ

อุโบสถ ก็ย่อมถึงพร้อมแก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ

วัตรของบุคคลผู้หมดจดแล้ว มีการงานอันสะอาด {หมายถึงทำสิ่งสะอาดคือความดี เป็นกุศล ไม่ทำบาป} ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ

ดูกร พราหมณ์ ท่านจงอาบในคำสอนของเรานี้เถิด

จงทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด

ถ้าท่านไม่กล่าวคำเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ให้ เป็นผู้มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่ ไซร้ ท่านไปยังท่าน้ำคยาแล้ว จักทำอะไรได้ แม้การดื่มน้ำในท่าคยาก็จักทำอะไรให้แก่ท่านได้”

 

(สุนทริกพราหมณ์บรรลุพระอรหัตต์)

[๙๙] ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

เปรียบเหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด

พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน

ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่า เป็นสรณะ

ข้าพระองค์ พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของท่านพระโคดมผู้เจริญเถิด”

 

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็ท่านพระภารทวาชะครั้นอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่ช้านานเท่าไร ก็ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่

รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ก็ท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ฉะนี้แล

จบ วัตถูปมสูตรที่ ๗

Advertisements

มัจฉริสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ 
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
มัจฉริสูตรที่ ๙
คำสำคัญ ทาน ตระหนี่ ห้ามผู้อื่นไม่ให้ให้ทาน วิบากกรรม ทุคติ สุขคติ นรก สวรรค์ ภพนี้ ภพหน้า 
เทวดา มีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์

[๑๔๘] เทวดาทูลถามว่า

คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ {ห้ามผู้อื่นไม่ให้ให้ทาน} วิบากของคนพวกนั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถาม พระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น”

[๑๔๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่

คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก

ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุลคนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความร่าเริง และความสนุกสนาน ได้โดยยาก

คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้นสมความปรารถนา

นั่นเป็นผลในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย

[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า

ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้ (แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม ชนเหล่าใดในโลกนี้ ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น”

[๑๕๑] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ชนเหล่าใดในโลกนี้ ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า

ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์ อันเป็นที่อุบัติ

หากถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหาร ความร่าเริง และความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึงมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ บันเทิงใจอยู่

นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ

อาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย
ทสก-เอกาทสกนิบาต
อาจยคามยาปจยคามิธรรมสูตร

[๑๗๕] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง ธรรมอันเป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส และ ธรรมอันไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันเป็นไปในเพื่อสั่งสมกิเลสเป็นไฉน

() การฆ่าสัตว์

() การลักทรัพย์

() การผิดในหญิง {ทั่วไปมักแปลว่า ประพฤติผิดในกาม ซึ่งไม่ค่อยสื่อความหมายใกล้เคียง}

() การพูดเท็จ

() การพูดส่อเสียด {ยุยงให้แตกร้าว ให้แตกสามัคคี}

() การพูดคำหยาบ

() การพูดเพ้อเจ้อ {ไร้สาระ}

() ความโลภ {อยากได้ของผู้อื่น}

() ความพยาบาท {คิดปองร้ายผู้อื่น}

(๑๐) ความเข้าใจผิด {มิจฉาทิฏฐิ ส่วนใหญ่มักแปลว่า ความเห็นผิด แต่ถ้าแปลเป็นภาษาสมัยนี้ควรใช้คำว่า ความเข้าใจผิดมากกว่า}

นี้เรียกว่าธรรมอันเป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส”

 

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมอันไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลสเป็นไฉน

() การไม่ฆ่าสัตว์

() การไม่ลักทรัพย์

() การไม่ผิดในหญิง

() การไม่พูดเท็จ

() การไม่พูดส่อเสียด

() การไม่พูดคำหยาบ

() การไม่พูดเพ้อเจ้อ

() ความไม่โลภ

() ความไม่พยาบาท

(๑๐) ความเข้าใจถูก

นี้เรียกว่าธรรมอันไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส”

จบสูตรที่ ๙

เทวสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐
เทวสูตร

[๔๕๗] ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ จะพึงถามท่านทั้งหลายเช่นนี้ว่า

ดูกร อาวุโส พระสมณโคดมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อจะเข้าถึงพรหมโลกหรือ ท่านทั้งหลายเมื่อถูกถามเช่นนี้ พึงอึดอัด ระอา รังเกียจ มิใช่หรือ”

เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า “เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

จึงได้ตรัสต่อไปว่า

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายอึดอัด ระอา รังเกียจ ด้วยอายุทิพย์ ด้วยวรรณะทิพย์ ด้วยสุขทิพย์ ด้วยยศทิพย์ ด้วยอธิปไตยทิพย์

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แต่ท่านทั้งหลายควร อึดอัด ระอา รังเกียจ ด้วยกายทุจริต ด้วยวจีทุจริต ด้วยมโนทุจริต ก่อนทีเดียว

สาเลยยกสูตร — ประพฤติธรรมย่อมไปสู่สุคติ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒
จูฬยมกวรรค
. สาเลยยกสูตร
ทรงโปรดชาวบ้านสาละ

[๔๘๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ลุถึงพราหมณคามชื่อสาละ ของชาวโกศล

พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละได้สดับข่าวว่าท่านพระสมณโคดมศากยบุตร เสด็จออกจากศากยสกุล ทรงผนวชแล้ว เสด็จจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ลุถึงพราหมณคามชื่อสาละ กิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า

“แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม

พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์แล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

ก็การเห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดี” ดังนี้

ครั้งนั้น พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วบางพวกถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค บางพวกทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค บางพวกประนมมือต่อพระผู้มีพระภาค บางพวกประกาศชื่อและโคตรในสำนักของพระผู้มีพระภาค บางพวกก็นิ่งอยู่แล้วพากันนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตและนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย คือไม่ประพฤติธรรม

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม

พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นทูลว่า “พวกข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความอย่างพิสดารแห่งธรรม ที่พระโคดมตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกความให้พิสดาร ขอพระโคดมผู้เจริญโปรดแสดงธรรมแก่พวกข้าพระองค์ โดยอาการที่พวกข้าพระองค์จะพึงรู้เนื้อความอย่างพิสดาร แห่งธรรมที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้ทรงจำแนกความให้พิสดารเถิด”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว”

พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคแล้ว

อกุศลกรรมบถ ๑๐

[๔๘๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางกาย มี ๓ อย่าง ทางวาจามี ๔ อย่าง ทางใจมี ๓ อย่าง”

ความไม่ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ คือเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด พอใจในการประหารและการฆ่า ไม่มีความละอาย ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง

() เป็นผู้ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ คือลักทรัพย์(อัน)เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของบุคคลอื่น ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย

() เป็นผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือถึงความสมสู่ในพวกหญิงที่มารดารักษา ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม ที่สุดแม้หญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย (หญิงที่เขาหมั้นไว้)

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล”

ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จคือ ไปในที่ประชุมหรือไปในหมู่ชน หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลางขุนนาง หรือไปในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เรื่องใด ก็จงบอกเรื่องนั้น เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่ารู้ บ้าง เมื่อรู้บอกว่าไม่รู้ บ้าง เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าเห็น บ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่าไม่เห็น บ้าง เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุตน บ้าง เพราะเหตุผู้อื่น บ้าง เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งเล็กน้อย บ้าง

() เป็นผู้ส่อเสียด คือได้ฟังข้างนี้แล้วนำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้ บ้าง หรือฟังข้างโน้นแล้วนำไปบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้น บ้าง ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้แตกกันไป บ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกัน บ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันแล้ว บ้าง ชอบใจในคนที่แตกกันเป็นพวก ยินดีในความแตกกันเป็นพวก ชื่นชมในพวกที่แตกกัน และกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก

() เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือกล่าววาจาที่เป็นโทษหยาบ อันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น อันขัดใจผู้อื่น อันใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต

() เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ คือพูดในเวลาไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่างเป็นอย่างนี้แล”

ความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความโลภมาก คือเพ่งเล็งทรัพย์ อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ว่าขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด ดังนี้

() เป็นผู้มีจิตพยาบาท คือมีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า บ้าง จงถูกทำลาย บ้าง จงขาดสูญ บ้าง อย่าได้มีแล้ว บ้าง ดังนี้

(๑๐) เป็นผู้มีความเห็นผิด {มิจฉาทิฐิ} คือมีความเห็นวิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้ว ไม่มี ผลแห่งการบูชา ไม่มี ผลแห่งการเซ่นสรวง ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่ว ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดา ไม่มี บิดา ไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะ ไม่มี สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ ไม่มีอยู่ในโลก ดังนี้

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตและนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย คือไม่ประพฤติธรรมอย่างนี้แล”

กุศลกรรมบถ ๑๐

[๔๘๕] ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางกายมี ๓ อย่าง ทางวาจามี ๔ อย่าง ทางใจมี ๓ อย่าง”

ประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตราเสียแล้ว มีความละอาย มีความเอ็นดู มีกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

() ละการถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ลักทรัพย์(อัน)เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่น ที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย

() ละการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย คือไม่ถึงความสมสู่ในพวกหญิงที่มารดารักษา ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม ที่สุด(เช่น)หญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล”

ความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ ไปในทีประชุม หรือไปในหมู่ชน หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลางขุนนาง หรือไปในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า บุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เรื่องใดก็จงบอกเรื่องนั้น เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น หรือเมื่อเห็นก็บอกว่าเห็น ไม่กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งของเล็กน้อยบ้าง

() ละวาจาอันส่อเสียด เว้นขาดจากวาจาส่อเสียด คือได้ฟังข้างนี้แล้วไม่นำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้ หรือได้ฟังข้างโน้นแล้วไม่นำมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้น สมานพวกที่แตกกันให้ดีกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่ดีกันให้สนิทสนมบ้าง ชอบใจพวกที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีแล้วในพวกที่พร้อมเพรียงกัน ชื่นชมในพวกที่พร้อมเพรียงกัน และกล่าววาจาอันทำให้พร้อมเพรียงกัน

() ละวาจาหยาบ เว้นขาดจากวาจาหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ ชอบใจ

() ละการพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ พูดในเวลาที่ควร พูดตามความจริง พูดเรื่องที่เป็นประโยชน์ พูดเรื่องที่เป็นธรรม พูดเรื่องที่เป็นวินัย และกล่าววาจามีหลักฐาน มีที่อ้างได้ มีที่สุด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างนี้แล”

ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็ความประพฤติเรียบร้อย คือความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นไฉน

() บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีความโลภมาก ไม่เพ่งเล็งทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด ดังนี้

() เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท มีความดำริในใจไม่ชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้ จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ มีแต่สุข รักษาตนเถิด ดังนี้

(๑๐) เป็นผู้มีความเห็นชอบ {สัมมาทิฐิ} คือมีความเห็นไม่วิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วมีอยู่ ผลแห่งการการบูชามีอยู่ ผลแห่งการเซ่นสรวงมีอยู่ ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีอยู่ บิดามีอยู่ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะมีอยู่ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้ และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ได้ มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเรียบร้อยคือความประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างนี้แล

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมอย่างนี้แล”

ว่าด้วยผลแห่งความประพฤติเรียบร้อย

[๔๘๖] ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกกษัตริย์มหาศาลเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกกษัตริย์มหาศาล นั่นเป็นเพราะอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือ เป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกพราหมณ์มหาศาลเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกพราหมณ์มหาศาล นั่นเป็นเพราะอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อยคือ เป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกคฤหบดีมหาศาลเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกคฤหบดีมหาศาล นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นยามา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นยามา นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นดุสิต ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นดุสิต นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นนิมมานรดี ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นนิมมานรดี นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาที่เนื่องในหมู่พรหมเถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาที่เนื่องในหมู่พรหม นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อยคือ เป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตาภา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตาภา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นอัปปมาณาภา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอัปปมาณาภา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสสรา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสสรา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตสุภา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตสุภา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอัปมาณสุภา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอัปมาณสุภา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุภกิณหกะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุภกิณหกะ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นเวหัปผละ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นเวหัปผละ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอวิหา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอวิหา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอตัปปา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอตัปปา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสา ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสา นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสี ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสี นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอกนิฏฐะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอกนิฏฐะ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมธรรม พึงหวังว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บุคคลนั้นพึงเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างนั้นแหละ

ดูกร พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าบุคคลผู้ประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรม พึงหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ในชาตินี้เถิด ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ บุคคลนั้นพึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ในชาตินี้ นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร เป็นเพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ประพฤติเรียบร้อย คือเป็นผู้ประพฤติธรรม อย่างนั้นแหละ”

ชาวบ้านสาละขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

[๔๘๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยเอนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ พวกข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” ฉะนี้แล

จบ สาเลยยกสูตร ที่ ๑

สิงคาลกสูตร

พระไตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
๘. สิงคาลกสูตร (๑๓)
คำสำคัญ เวฬุวัน ราชคฤห์ สิงคาลกคฤหบดีบุตร ทิศ๖ กรรมกิเลศ๔ ไม่ทำบาปโดยฐานะ๔ 
ทางเสื่อมแห่งโภคะ กรรมอันลามก๑๔ โทษของการดื่มน้ำเมา โทษของการเที่ยวกลางคืน
โทษของการเล่นการพนัน โทษของการคบคนชั่วเป็นมิตร โทษของความเกียจคร้าน 
เหตุที่กำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์ ไม่ใช่มิตร คนเทียมมิตร มิตร๔จำพวก มิตรแท้ มิตรเทียม 
การแบ่งโภคทรัพย์ ยศ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลก

[๑๗๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทาน เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นสิงคาลกคฤหบดีบุตรลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน

[๑๗๓] ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ แล้วได้ตรัสถามว่า

“ดูกร คฤหบดีบุตร ท่านลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ {๑} ทิศเบื้องหน้า {๒} ทิศเบื้องขวา {๓} ทิศเบื้องหลัง {๔} ทิศเบื้องซ้าย {๕} ทิศเบื้องล่าง {๖} ทิศเบื้องบนอยู่ เพราะเหตุอะไรหนอ”

สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระพุทธเจ้า เมื่อใกล้จะตายได้สั่งไว้อย่างนี้ว่า ดูกรพ่อ เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย

ข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพนับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้าออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่“

พระผู้มีพระภาค “ดูกร คฤหบดีบุตร ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศหก (๖) กันอย่างนี้”

สิงคาลกคฤหบดีบุตร “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้า ท่านนอบน้อมทิศหก (๖) กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศหก (๖) กันนั้นเถิด”

[๑๗๔] พระผู้มีพระภาค “ดูกร คฤหบดีบุตร ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดี เราจักกล่าว”

สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “ดูกร คฤหบดีบุตร อริยสาวกละ กรรมกิเลสทั้งสี่ (๔) ได้แล้ว

ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะสี่ (๔) และ

ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะหก (๖)

อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจาก กรรมอันลามกสิบสี่ (๑๔) อย่างนี้แล้ว

ย่อมเป็นผู้ปกปิด ทิศหก (๖)

ย่อมปฏิบัติเพื่อชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้า  เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

กรรมกิเลส ๔

“กรรมกิเลสสี่ (๔) เป็นไฉน ที่อริยสาวกละได้แล้ว

ดูกร คฤหบดีบุตร กรรมกิเลส คือ

(๑) ปาณาติบาต หนึ่ง

(๒) อทินนาทาน หนึ่ง

(๓) กาเมสุมิจฉาจาร หนึ่ง

(๔) มุสาวาท หนึ่ง

กรรมกิเลสสี่ (๔) เหล่านี้ ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๗๕] “ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท และการคบหาภรรยาผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็น กรรมกิเลส บัณฑิตไม่สรรเสริญ”

บาปโดยฐานะทั้ง ๔

[๑๗๖] “อริยสาวกไม่กระทำบาปกรรมโดยฐานะสี่ (๔) เป็นไฉน

(๑) ปุถุชนถึงฉันทาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก  {หมายถึงทำชั่วเพราะรัก}

(๒) ถึงโทสาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก  {ทำชั่วเพราะโกรธ}

(๓) ถึงโมหาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก  {ทำชั่วเพราะหลง}

(๔) ถึงภยาคติ (พยาบาท) ย่อมทำกรรมอันลามก  {ทำชั่วเพราะแค้น}

ดูกร คฤหบดีบุตร ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะสี่ (๔) เหล่านี้”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๗๗]ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม ดังดวงจันทร์ในข้างแรม

ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ดุจดวงจันทร์ในข้างขึ้น

ทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖

[๑๗๘] “อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะหก (๖) เป็นไฉน

(๑) ดูกร คฤหบดีบุตร การประกอบเนืองๆซึ่งการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง

(๒) การประกอบเนืองๆซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง

(๓) การเที่ยวดูมหรสพ เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง

(๔) การประกอบเนืองๆซึ่งการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง

(๕) การประกอบเนืองๆซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง

(๖) การประกอบเนืองๆซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการหนึ่ง”

โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการดื่มน้ำเมา

[๑๗๙] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทหก (๖) ประการนี้ คือ

(๑) ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง หนึ่ง

(๒) ก่อการทะเลาะวิวาท หนึ่ง

(๓) เป็นบ่อเกิดแห่งโรค หนึ่ง

(๔) เป็นเหตุเสียชื่อเสียง หนึ่ง

(๕) เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย หนึ่ง

(๖) มีบทที่หก (๖) คือ เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการประกอบเนืองๆซึ่งการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เหล่านี้แล”

โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆในกลางคืน

[๑๘๐] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆในกลางคืน หก (๖) ประการเหล่านี้ คือ

(๑) ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว หนึ่ง

(๒) ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา หนึ่ง

(๓) ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ หนึ่ง

(๔) เป็นที่ระแวงของคนอื่น หนึ่ง

(๕) คำพูดอันไม่เป็นจริงในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น หนึ่ง

(๖) อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการประกอบเนืองๆซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆในเวลากลางคืน เหล่านี้แล”

โทษในการเที่ยวดูมหรสพ

[๑๘๑] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการเที่ยวดูมหรสพ หก (๖) ประการเหล่านี้ คือ

(๑) รำที่ไหน ไปที่นั่น หนึ่ง

(๒) ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น  หนึ่ง

(๓) ประโคมที่ไหนไปที่นั่น  หนึ่ง

(๔) เสภาที่ไหนไปที่นั่น  หนึ่ง

(๕) เพลงที่ไหน ไปที่นั่น  หนึ่ง

(๖) เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น  หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการเที่ยวดูมหรสพ เหล่านี้แล”

โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการพนัน

[๑๘๒] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หก (๖) ประการเหล่านี้ คือ

(๑) ผู้ชนะย่อมก่อเวร หนึ่ง

(๒) ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป หนึ่ง

(๓) ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน หนึ่ง

(๔) ถ้อยคำของคนเล่นการพนันซึ่งไปพูดในที่ประชุม ฟังไม่ขึ้น หนึ่ง

(๕) ถูกมิตรอมาตย์หมิ่นประมาท หนึ่ง

(๖) ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการประกอบเนืองๆซึ่งการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เหล่านี้แล”

โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร

[๑๘๓] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร หก (๖) ประการเหล่านี้ คือ

(๑) นำให้เป็นนักเลงการพนัน หนึ่ง

(๒) นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้ หนึ่ง

(๓) นำให้เป็นนักเลงเหล้า หนึ่ง

(๔) นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม หนึ่ง

(๕) นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า หนึ่ง

(๖) นำให้เป็นคนหัวไม้ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการประกอบเนืองๆซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เหล่านี้แล”

โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งความเกียจคร้าน

[๑๘๔] “ดูกร คฤหบดีบุตร โทษในการประกอบเนืองๆซึ่งความเกียจคร้าน หก (๖) ประการเหล่านี้ คือ

(๑) มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

(๒) มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

(๓) มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

(๔) มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

(๕) มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

(๖) มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน หนึ่ง

เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไป

ดูกร คฤหบดีบุตร โทษหก (๖) ประการ ในการประกอบเนืองๆซึ่งความเกียจคร้าน เหล่านี้แล”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๘๕] เพื่อนในโรงสุราก็มี เพื่อนกล่าวแต่ปากว่าเพื่อนๆก็มี ส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อความต้องการเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจัดว่าเป็น เพื่อนแท้

เหตุ ๖ ประการที่กำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่พึงจะได้ พึงถึง – คาถาที่ ๑

“เหตุหก (๖) ประการคือ

(๑) การนอนสาย หนึ่ง  {นอนตื่นสาย}

(๒) การเสพภรรยาผู้อื่น หนึ่ง

(๓) ความประสงค์ผูกเวร หนึ่ง

(๔) ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้ หนึ่ง

(๕) มิตรชั่ว หนึ่ง

(๖) ความเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก หนึ่ง

เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้ พึงถึง

คนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมรรยาทและการเที่ยวชั่ว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือจากโลกนี้ และจากโลกหน้า”

เหตุ ๖ ประการที่กำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้ พึงถึง – คาถาที่ ๒

“เหตุหก (๖) ประการ คือ

(๑) การพนันและหญิง หนึ่ง

(๒) สุรา หนึ่ง

(๓) ฟ้อนรำขับร้อง หนึ่ง

(๔) นอนหลับในกลางวัน บำเรอตนในสมัยมิใช่การ หนึ่ง

(๕) มิตรชั่ว หนึ่ง

(๖) ความตระหนี่เหนียวแน่นนัก หนึ่ง

เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้ พึงถึง

ชนเหล่าใด เล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพหญิงภรรยาที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คนต่ำช้า และไม่คบหาคนที่มีความเจริญ ย่อมเสื่อมเพียงดังดวงจันทร์ในข้างแรม

ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำเลี้ยงชีวิตมิได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขาจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำฉะนั้น จักทำความอากูลแก่ตนทันที

คนมักมีการนอนหลับในกลางวัน เกลียดชังการลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครองเหย้าเรือนให้ดีได้ ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยชายหนุ่มที่ละทิ้งการงาน ด้วยอ้างเลศว่าหนาวนัก ร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น

ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุขเลย”

คน ๔ จำพวกที่พึงทราบว่าไม่ใช่มิตร

[๑๘๖] “ดูกร คฤหบดีบุตร คนสี่ (๔) จำพวกเหล่านี้คือ

(๑) คนนำสิ่งของๆเพื่อนไปถ่ายเดียว [คนปอกลอก] หนึ่ง

(๒) คนดีแต่พูด หนึ่ง

(๓) คนหัวประจบ หนึ่ง

(๔) คนชักชวนในทางฉิบหาย หนึ่ง

ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร”

คนปอกลอก เป็นคนเทียมมิตร โดยสถาน ๔

[๑๘๗] “ดูกร คฤหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หนึ่ง

(๒) เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก หนึ่ง

(๓) ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย หนึ่ง

(๔) คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

คนดีแต่พูด เป็นคนเทียมมิตร โดยสถาน ๔

[๑๘๘] “ดูกร คฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย หนึ่ง

(๒) อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย หนึ่ง

(๓) สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ หนึ่ง

(๔) เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง [ออกปากพึ่งมิได้] หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

คนหัวประจบ เป็นคนเทียมมิตร โดยสถาน ๔

[๑๘๙] “ดูกร คฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว [จะทำชั่วก็คล้อยตาม] หนึ่ง

(๒) ตามใจเพื่อนให้ทำความดี [จะทำดีก็คล้อยตาม] หนึ่ง

(๓) ต่อหน้า สรรเสริญ หนึ่ง

(๔) ลับหลัง นินทา หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

คนชักชวนในทางฉิบหาย เป็นคนเทียมมิตร โดยสถาน ๔

[๑๙๐] “ดูกร คฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หนึ่ง

(๒) ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆในเวลากลางคืน หนึ่ง

(๓) ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ หนึ่ง

(๔) ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๙๑] “บัณฑิตรู้แจ้งมิตรสี่ (๔) จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก หนึ่ง มิตรดีแต่พูด หนึ่ง มิตรหัวประจบ หนึ่ง มิตรชักชวนในทางฉิบหาย หนึ่ง ว่าไม่ใช่มิตรแท้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัย ฉะนั้น

มิตรแท้

[๑๙๒] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรสี่ (๔) จำพวกเหล่านี้คือ

(๑) มิตรมีอุปการะ หนึ่ง

(๒) มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ หนึ่ง

(๓) มิตรแนะประโยชน์ หนึ่ง

(๔) มิตรมีความรักใคร่ หนึ่ง

ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี” [เป็นมิตรแท้]

มิตรอุปการะ เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔

[๑๙๓] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว หนึ่ง

(๒) รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว หนึ่ง

(๓) เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้ หนึ่ง

(๔) เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้น เพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า [เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก] หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔

[๑๙๔] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) บอกความลับ[ของตน]แก่เพื่อน หนึ่ง

(๒) ปิดความลับของเพื่อน หนึ่ง

(๓) ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย หนึ่ง

(๔) แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

มิตรแนะประโยชน์ เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔

[๑๙๕] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) ห้ามจากความชั่ว หนึ่ง

(๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี หนึ่ง

(๓) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง หนึ่ง

(๔) บอกทางสวรรค์ให้ หนึ่ง

“ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล

มิตรมีความรักใคร่ เป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔

[๑๙๖] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถานสี่ (๔) คือ

(๑) ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน หนึ่ง

(๒) ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน หนึ่ง

(๓) ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน หนึ่ง

(๔) สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถานสี่ (๔) เหล่านี้แล”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๑๙๗] บัณฑิตรู้แจ้งมิตรสี่ (๔) จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ หนึ่ง มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ หนึ่ง มิตรแนะประโยชน์ หนึ่ง มิตรมีความรักใคร่ หนึ่ง ว่าเป็นมิตรแท้ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพ เหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น

ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมรุ่งเรือง

บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟ

เมื่อบุคคลออมโภคสมบัติอยู่ เหมือนแมลงผึ้งผนวกรัง

โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสม

ดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น

พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็น ๔ ส่วน

“คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็นสี่ (๔) ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้

พึงใช้สอยโภคสมบัติด้วยส่วนหนึ่ง

พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน

พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วยหมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้”

ทิศ ๖

[๑๙๘] “ดูกร คฤหบดีบุตร ก็อริยสาวกเป็นผู้ปกปิดทิศทั้งหก (๖) อย่างไร

ท่านพึงทราบทิศหก (๖) เหล่านี้ คือ

(๑) พึงทราบมารดาบิดา ว่าเป็นทิศเบื้องหน้า

(๒) อาจารย์ เป็นทิศเบื้องขวา

(๓) บุตรและภรรยา เป็นทิศเบื้องหลัง

(๔) มิตรและอำมาตย์ เป็นทิศเบื้องซ้าย

(๕) ทาสและกรรมกร เป็นทิศเบื้องต่ำ

(๖) สมณพราหมณ์ เป็นทิศเบื้องบน

ทิศเบื้องหน้า

[๑๙๙] “ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ หนึ่ง

(๒) จักรับทำกิจของท่าน หนึ่ง

(๓) จักดำรงวงศ์สกุล หนึ่ง

(๔) จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก หนึ่ง

(๕) ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดา ผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ห้ามจากความชั่ว หนึ่ง

(๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี หนึ่ง

(๓) ให้ศึกษาศิลปวิทยา หนึ่ง

(๔) หาภรรยาที่สมควรให้ หนึ่ง

(๕) มอบทรัพย์ให้ในสมัย หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้ ทิศเบื้องหน้านั้น ชื่อว่าอันบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องขวา

[๒๐๐] “ดูกร คฤหบดีบุตร อาจารย์ ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยลุกขึ้นยืนรับ หนึ่ง

(๒) ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ หนึ่ง

(๓) ด้วยการเชื่อฟัง หนึ่ง

(๔) ด้วยการปรนนิบัติ หนึ่ง

(๕) ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร อาจารย์ ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) แนะนำดี หนึ่ง

(๒) ให้เรียนดี หนึ่ง

(๓) บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด หนึ่ง

(๔) ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง หนึ่ง

(๕) ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้ ทิศเบื้องขวานั้นชื่อว่าอันศิษย์ปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องหลัง

[๒๐๑] “ดูกร คฤหบดีบุตร ภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลัง อันสามีพึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา หนึ่ง

(๒) ด้วยไม่ดูหมิ่น หนึ่ง

(๓) ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ หนึ่ง

(๔) ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ หนึ่ง

(๕) ด้วยให้เครื่องแต่งตัว หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร ภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามี ด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) จัดการงานดี หนึ่ง

(๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี หนึ่ง

(๓) ไม่ประพฤตินอกใจผัว หนึ่ง

(๔) รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ หนึ่ง

(๕) ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร ภรรยา ผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามี ด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้น ชื่อว่าอันสามีปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องซ้าย

[๒๐๒] “ดูกร คฤหบดีบุตร มิตร ผู้เป็นทิศเบื้องซ้าย อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยการให้ปัน หนึ่ง

(๒) ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก หนึ่ง

(๓) ด้วยประพฤติประโยชน์ หนึ่ง

(๔) ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ หนึ่ง

(๕) ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มิตร ผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว หนึ่ง

(๒) รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาท แล้ว หนึ่ง

(๓) เมื่อมิตรมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้ หนึ่ง

(๔) ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ หนึ่ง

(๕) นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร มิตร ผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้นชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”

ทิศเบื้องต่ำ

[๒๐๓] “ดูกร คฤหบดีบุตร ทาสกรรมกร ผู้เป็นทิศเบื้องต่ำ อันนายพึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง หนึ่ง

(๒) ด้วยให้อาหารและรางวัล หนึ่ง

(๓) ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้ หนึ่ง

(๔) ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน หนึ่ง

(๕) ด้วยปล่อยในสมัย หนึ่ง  {น่าจะหมายถึงปล่อยทาสให้เป็นอิสระ}

ดูกร คฤหบดีบุตร ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย หนึ่ง

(๒) เลิกการงานทีหลังนาย หนึ่ง

(๓) ถือเอาแต่ของที่นายให้ หนึ่ง

(๔) ทำการงานให้ดีขึ้น หนึ่ง

(๕) นำคุณของนายไปสรรเสริญ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร ทาสกรรมกร ผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้ ทิศเบื้องต่ำนั้นชื่อว่าอันนายปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนั้น”

ทิศเบื้องบน

[๒๐๔] “ดูกร คฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถานห้า (๕) คือ

(๑) ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา หนึ่ง

(๒) ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา หนึ่ง

(๓) ด้วยมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา หนึ่ง

(๔) ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู หนึ่ง  {ไม่ปิดประตู คือ เปิดประตู คือ ต้อนรับ เช่นกรณีท่านมาบิณฑบาต หรือกิจอื่นใด}

(๕) ด้วยให้อามิสทานเนืองๆ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถานหก (๖) คือ

(๑) ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว หนึ่ง

(๒) ให้ตั้งอยู่ในความดี หนึ่ง

(๓) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม หนึ่ง

(๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง หนึ่ง

(๕) ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง หนึ่ง

(๖) บอกทางสวรรค์ให้ หนึ่ง

ดูกร คฤหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถานห้า (๕) เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถานหก (๖) เหล่านี้ ทิศเบื้องบนนั้นชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๒๐๕] “มารดาบิดา เป็นทิศเบื้องหน้า

อาจารย์ เป็นทิศเบื้องขวา

บุตรภรรยา เป็นทิศเบื้องหลัง

มิตรอำมาตย์ เป็นทิศเบื้องซ้าย

ทาสกรรมกร เป็นทิศเบื้องต่ำ

สมณพราหมณ์ เป็นทิศเบื้องบน

คฤหัสถ์ในสกุลผู้สามารถควรนอบน้อมทิศเหล่านี้

บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นคนละเอียด และมีไหวพริบ มีความประพฤติเจียมตน ไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ

คนหมั่น ไม่เกียจคร้าน ย่อมไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย คนมีความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ

คนผู้สงเคราะห์ แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าถ้อยคำที่เขากล่าว ปราศจากตระหนี่ เป็นผู้แนะนำ แสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ”

ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลก

(๑) “การให้ หนึ่ง

(๒) เจรจาไพเราะ หนึ่ง

(๓) การประพฤติให้เป็นประโยชน์ หนึ่ง

(๔) ความเป็นผู้มีตนเสมอ ในธรรมทั้งหลายในคนนั้นๆตามควร หนึ่ง

ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลก เหล่านี้แล เป็นเหมือนสลักรถอันแล่นไปอยู่ ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาและบิดาไม่พึงได้ความนับถือ หรือความบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร

เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้โดยชอบ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นจึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นผู้อันหมู่ชนสรรเสริญทั่วหน้า ดังนี้

[๒๐๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสฉะนี้แล้ว สิงคาลกคฤหบดีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น เหมือนกัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

ฉะนี้แล

จบ สิงคาลกสูตร ที่ ๘